กำเนิดสายพันธุ์ลุยสายโหดที่เกิดขึ้นจากการปฏิเสธและกรอบแนวคิดดั้งเดิม
ในบรรดารถยนต์ออฟโรดที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความทนทาน มักจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการก่อตั้งและพัฒนาสายการผลิต โดยเฉพาะเมื่อผู้ก่อตั้งเครือเคมีภัณฑ์ชั้นนำอย่าง เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์
นำมาสู่การรวมตัวกันของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเพื่อออกแบบโครงสร้างรถยนต์ในฝัน Ineos Grenadier ซึ่งได้รับการตั้งชื่อตามสถานที่นัดพบและพูดคุยโปรเจกต์ในกรุงลอนดอน ทดสอบรถออฟโรด แต่เป็นการสร้างเครื่องมือที่พร้อมสำหรับการทำงานหนักในทุกสภาพภูมิประเทศ
บทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของโครงสร้างเหล็กชุบและเพลาขับแบบแข็ง
การนำตัวรถเข้าสู่พื้นที่ทดสอบที่โหดที่สุดในโลกจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ บนเส้นทางออฟโรดระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำลายช่วงล่างของรถยนต์มานักต่อนัก โดยคำถามสำคัญคือรถยนต์ที่พึ่งส่งมอบจากโชว์รูมโดยไม่มีการดัดแปลงจะผ่านไปได้หรือไม่
โครงสร้างทางเทคนิคและสถาปัตยกรรมการออกแบบตัวถังมีรายละเอียดสำคัญ มีรายละเอียดทางวิศวกรรมที่ถูกจัดวางมาเพื่อรองรับงานหนักโดยเฉพาะดังนี้
- ขุมพลังเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง: ขุมกำลังแรงบิดสูงในรอบต่ำที่ช่วยให้การไต่เนินชันเป็นไปอย่างต่อเนื่องไร้การสะดุด
- สถาปัตยกรรมตัวถังและระบบช่วงล่าง: การใช้โครงแชสซีแบบเฟรมบันไดที่ทนทานต่อแรงบิดตัวของตัวถังในเส้นทางขรุขระ
- กันชนแบบโมดูลาร์และการดูแลรักษา: การลดการพึ่งพาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนในส่วนงานควบคุมการขับเคลื่อนหลัก
การเลือกประเภทตัวถังให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทาง
จากการทดสอบไต่ระดับความชันบนพื้นผิวสัมผัสที่มีความเอียงเกือบสามสิบองศา โดยตัวถังไม่มีอาการสั่นคลอนหรือมีเสียงดังรบกวนจากรอยต่อของเหล็กชิ้นส่วน
ทั้งนี้รถยนต์รุ่นดังกล่าวได้รับการเผยโฉมออกมาสองรูปแบบหลักเพื่อการใช้งานที่แตกต่าง ซึ่งผู้ใช้งานจำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมในการเดินทางของตนเองเป็นหลักในการเลือกซื้อ
แผงสวิตช์ควบคุมเหนือศีรษะสไตล์การบินและระบบอำนวยความสะดวกไร้สาย
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารจะพบกับการออกแบบแผงควบคุมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ นอกจากนี้พื้นผิวภายในยังได้รับการติดตั้งจุกระบายน้ำเพื่อความสะดวกในการฉีดล้างทำความสะอาด
รายละเอียดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในพฤติกรรมของผู้ขับขี่กลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง